เทศน์เช้า วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ฟังธรรมนะ
ฟังธรรมคือสัจธรรม มีสัจธรรมนั้นเป็นที่พึ่ง เราชาวพุทธ ชาวพุทธมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย คนที่มีที่พึ่งอาศัย ครูบาอาจารย์ของเราท่านประพฤติปฏิบัติไป เห็นไหม ท่านสิ้นสุดแห่งทุกข์ นั่นน่ะที่พึ่งอาศัยอันยอดเยี่ยม อย่างของเรานี่ที่พึ่งอาศัยเพื่อให้หัวใจเราไม่ว้าเหว่ไง ถ้าหัวใจเราไม่ว้าเหว่นะ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาบอก สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันแปรสภาพของมันโดยธรรมชาติของมัน แต่ที่มันเกิดขึ้นเหตุนั้นเพราะมีคนมาส่งมาเสริมไง เหตุการณ์มันถึงรุนแรงขึ้นมาไง พอรุนแรงขึ้นมา เราก็ทุกข์เราก็ยาก ถ้าทุกข์ยากถ้าเราไปกับกระแสโลก เราไม่มีวันจบวันสิ้นหรอก ข้างนอกพึ่งไม่ได้ ข้างนอกพึ่งไม่ได้ จะพึ่งได้จริงๆ ในหัวใจของเรา พึ่งได้คือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึ่งได้คือสติปัญญาที่เราจะพึ่งอาศัยของเราได้
ดูเด็กน้อยสิ เด็กน้อยต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งพ่อพึ่งแม่ พ่อแม่เลี้ยงดู เลี้ยงดูอบรมบ่มเพาะให้จริตนิสัยให้เป็นคนดี คนดี ให้ธรรมเป็นทาน ให้ธรรมเป็นทาน ให้วิชาการ ให้มีการศึกษา ศึกษาไว้เพื่อดำรงชีพของตน ให้เอาตัวรอดให้ได้ แล้วมีสติปัญญาขึ้นมา เวลาเป็นเด็กน้อย เราก็เห็นจริตนิสัยตั้งแต่เด็กขึ้นมา เวลาโตขึ้นมา ลูกเราคนไหนฉลาด ลูกเราคนไหนมั่นคง ลูกเราคนไหนมันมีสติปัญญา เราจะภูมิใจ ภูมิใจของเราเพราะเราสั่งสอนของเรามาไง
แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ถ้าจิตดวงนี้ที่มันได้สร้างสมบุญญาธิการมา มีอำนาจวาสนาบารมี เวลาเกิดมาตั้งแต่เด็กน้อย พอเกิดมาตั้งแต่เด็กน้อย พ่อแม่ เห็นไหม เวลาท้องลูกคนนี้ ทุกอย่างในบ้านมันมีความสงบ มีความสุข มีความรื่นเริง มีความเข้าใจกันทั้งสิ้น เวลาลูกนี้คลอดออกมา กิจการของเรามันเจริญรุ่งเรืองทั้งสิ้น ลูกคนนี้ ลูกคนนี้ไง เพราะเขามีอำนาจวาสนาบารมีมาของเขา
นี่ก็เหมือนกัน จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราก็เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ถ้าพระพุทธศาสนา สิ่งที่ว่าเป็นสัจจะเป็นความจริง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง วันนี้วันพระ วันพระไง วันพระ เห็นไหม เราละเราวาง วันฆราวาส วันญาติ วันโยมเรามีอยู่ทุกวัน เราทำของเราได้ ทางของฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบเพราะว่าจะแสวงหาสัจจะความจริงในใจของตนได้ยาก จะอาศัยเวลาที่มันค้นคว้าหัวใจของตน
เวลากายกับใจ กายกับใจ เวลาฟังแล้ว แหม! มันพูดปากเปียกปากแฉะ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ พูดกันมันเป็นสมมุติบัญญัติ เป็นเรื่องโลกทั้งสิ้นไง มันไม่เคยเห็นความจริงขึ้นมาสักที ถ้าเห็นความจริงขึ้นมามันผงะเลย รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง รสของธรรม
ถ้ารสของธรรมไม่ชนะรสทั้งปวง มันจะวางรสของความโลภ ความอยากได้อยากดีมันจะวางได้อย่างไร มันวางได้หมดล่ะ ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ ไอ้นี่มันเหยื่อล่อไง โมฆบุรุษตายเพราะลาภ ตายเพราะลาภ มันก็ล่อ ดูแสง สี เสียงสิ โอ้โฮ! มองแล้วแหม! มันแวววาว มันรื่นเริง เข้าไปไม่มีอะไรหรอก มันมีแต่หลอดไฟเท่านั้นน่ะ ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่เรามองอยู่ข้างนอก เห็นแสง สี เสียง แหม! มันติดพันไง
นี่ว่านักเลง นักเลงการพนัน ที่ไหนมีการพนันก็ไปเล่นกับเขา นักเลงเที่ยวกลางคืนก็เที่ยวกลางคืน นักเลง นักเลงไง เราเป็นนักเลงธรรมะ นักเลงธรรมะ เห็นไหม อยู่ที่บ้าน อยู่ในห้องพระ อยู่ที่ไหนก็ได้ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แล้วพุทโธ พุทโธ บริกรรมถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่มีที่พึ่งที่ไหนแล้ว
ในสมัยพุทธกาลนะ ที่ว่า เวลาเขาโดนกลั่นโดนแกล้งจนต้องเสียชีวิตไปนะ เขาบอก “ไม่มีที่พึ่งที่ไหนพึ่งได้เลย เราจะพึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ ก็อยู่ในหัวใจของเรานี่ไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง กำหนด กำหนดที่หัวใจของเรา กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หายใจเข้า หายใจออก ถ้ามันพุทโธ พุทโธ มีคำบริกรรมคือการท่องบ่น การท่องบ่นเพราะอะไร
ธรรมชาติของคนเกิดมามีความรู้สึก ความนึกคิด ความนึกคิดมันเกิดโดยธรรมดาของมันไง โดยธรรมชาติของมันไง แต่ความรู้สึกนึกคิดมันไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีใครค้นคว้า ไม่มีใครคุ้มครอง ไม่มีใครดูแลมันไง มันก็เลยเป็นหัวใจอนาถา แล้วก็จะหาความพึ่งข้างนอก หาพึ่งข้างนอกก็จะหาคนนู้นที่พึ่ง หาคนนี้ที่พึ่ง
ถ้าเป็นโลกมันก็เป็นอย่างนี้จริงๆ รัฐบาลเป็นที่พึ่ง ในประเทศชาติรัฐบาลปกครองดูแล รัฐบาลต้องเป็นที่พึ่ง ข้าราชการเป็นผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมายต้องเป็นที่พึ่ง แล้วถ้ามันเป็นที่พึ่ง ต่างคนต่างสิ้นไร้ไม้ตอกแล้วพึ่งใครล่ะ ก็หวังจะพึ่งเขาทั้งหมดไง จะพึ่งคนนั้น จะพึ่งคนนี้ จะพึ่งคนนั้น แล้วไม่มีใครให้พึ่งได้เลย เพราะเขาก็พึ่งไม่ได้ เขาก็สู้ของเขาเหมือนกัน
แล้วมาถึงที่เราล่ะ อ้าว! จบแล้ว เหลือเราคนเดียวแล้ว เราไม่มีที่พึ่งที่ไหนทั้งสิ้นแล้ว เราพึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึ่งพุทโธ เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด เราไม่ประมาทเลินเล่อไง จะพึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกอย่าประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าปี ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา ถ้าเรามีสติปัญญาเรารักษาสติปัญญาของเราไง
วันพระ วันพระ วันพระ เห็นไหม พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เวลาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย เป็นที่พึ่งอาศัย เห็นไหม คนที่มีที่พึ่งที่อาศัย ก็อาศัยพึ่งข้างนอกทั้งสิ้น เรามีที่พึ่งที่อาศัยแล้ว จิตใจมันเข้มแข็งแล้วมันเห็นปัญหาชีวิต เฮ้ย! เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดานะ เราต้องการที่พึ่งที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์
เวลาพระกรรมฐาน เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เป็นธรรม เห็นไหม สิ่งที่อุดมสมบูรณ์มันมีแต่กิเลสไง มันเป็นหมูนอนบนเขียงไง มันจะรอให้กิเลสมันมาคอยหลอกคอยล่อไง มันจะเป็นคนโมฆบุรุษไง มันจะมีลาภ มีสักการะ มีชื่อเสียง เรื่องของโลกไง ครูบาอาจารย์เราทิ้งหมดเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแบกกลด แบกสะพายบาตรเข้าป่าเข้าเขาไปไง เข้าป่าเข้าเขาไปมันก็อาศัยแต่บ้านเล็กๆ น้อยๆ ๒ หลัง ๓ หลังเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น
เวลาสิ่งที่เป็นที่พึ่งในบ้านในเมือง ในวัดบ้านเขาอุดมสมบูรณ์ไปหมด ทำไมไม่ไปพึ่งไปอาศัยล่ะ ทำไมครูบาอาจารย์ของเราท่านทิ้งไง หลวงตาท่านบอกเทศบาล ๑ เทศบาล ๒ ธรรมะมันเกิดไม่ได้หรอก เทศบาล ๑ เทศบาล ๒ มีแต่กระดูกหมูไง กระดูกหมู ต้มกระดูกหมูไง ต้มซุป น้ำซุปไง เวลาในป่าในเขาไม่มีหรอก มีแต่น้ำตก มีแต่สระน้ำคอยเอาธมกรกไปกดมาเพื่อดำรงชีพเท่านั้นน่ะ
นี่ไงเวลาสิ่งมีที่พึ่ง ที่พึ่ง เราอยากมีที่พึ่งที่อุดมสมบูรณ์ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา ความอุดมสมบูรณ์มันอาศัยกระแสสังคมใช่ไหม กระแสสังคมไม่ไหล ถ้ามันปิด ก๊อกน้ำมันปิด น้ำไม่มีเลย ก๊อกน้ำปิดแล้วตายหมดเลย เราจะพึ่งตัวเราเอง เราจะพึ่งสัจจะความจริง ไปอยู่ในป่าในเขามันเป็นสัจจะเป็นความจริงอย่างนั้น เราแสวงหาของเราอย่างนั้น น้ำไหลรินตามซอกเขา เป็นธรรมชาติของมัน มันไหลรินทั้งปี เราก็อาศัยสิ่งนั้น หาบิณฑบาตอย่างนั้น เวลาเลี้ยงชีพอย่างนั้น เวลามันเอาตัวรอดได้
ถ้าเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่จะเหลืออยู่ก่อนก็คนที่มีศีลมีธรรม เพราะคนที่มีศีลมีธรรม ศีล ๕ ศีล ๘ อาหารเย็นงดเว้นแล้ว แล้วถ้าศีล ๑๐ เพราะเราประพฤติปฏิบัติมื้อเดียว สิ่งที่จะพึ่งพาอาศัยมันใช้ได้ตลอดไปรอดฝั่ง มันพาไปได้นะ คนมีศีล มีธรรม คนมีหลักมีเกณฑ์
วันพระ วันพระ วันพระเป็นผู้ประเสริฐ วันพระเป็นผู้ประเสริฐ ประเสริฐที่ไหน ประเสริฐที่หัวใจไง เวลาจิตใจมันมั่นคงดีงามขึ้นมานะ เวลาพระอดอาหารเรา เห็นไหม ครูบาอาจารย์ท่านอดอาหาร ๕ วัน ๑๐ วัน เป็นเดือนท่านอดได้ ถ้าอะไรขาดแคลน ขาดแคลนก็ไม่มีความจำเป็นไง มันก็เรื่องธรรมดา เดี๋ยวไปข้างหน้ามันก็มีของมันจนได้น่ะ ถ้ามีของมันจนได้ ถึงตรงนั้นเราก็เลี้ยงชีพของเราต่อไป สิ่งที่จะดำรงชีพได้ผู้มีศีลมีธรรมเพราะอะไร มันรู้จักประหยัด รู้จักมัธยัสถ์ รู้จักแก้ไขวิกฤติในชีวิตนี้ไง
ที่พึ่งที่อาศัย ถ้าหัวใจเป็นธรรม เป็นธรรมแล้ว เราอาศัยความรู้สึกนึกคิดเรา อาศัยหัวใจของเรา เราใช้ปัญญากลั่นกรองของเรา เรามีที่พึ่ง ที่พึ่ง แล้วมันอบอุ่น แล้วถ้ามันถึงที่สุด เวลาก๊อกน้ำมันปิดแล้วไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลย ก็เรานี่แหละ หัวใจนี่แหละ มันมีที่พึ่งของมันได้ ถ้าพึ่งของมันได้ เวลามันสงบระงับเข้ามา มันอิ่มหนำสำราญ มันไม่หิวกระหายอะไรเลย
พระเจ้าพิมพิสาร อชาตศัตรูโดยความเชื่อไปเชื่อเทวทัตไง ให้ฆ่าพ่อ ฆ่าพ่อ ฆ่าทำไม เดี๋ยวพ่อก็ให้เอง แล้วถ้ามึงตายก่อนล่ะ อ้าว! ตายก่อน เออ! น่าสนใจ แต่ด้วยความผูกพันทำไม่ได้ เอาไปขังไว้ อาหารก็ไม่ให้ สิ่งใดก็ไม่ให้ ไม่ตายเสียที เห็นเดินจงกรมอยู่ ให้เอามีดไปกรีดเท้าไม่ให้เดินจงกรม ไม่ให้เดิน
การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา สิ่งนี้มันยืดชีวิตเราไปมากมายมหาศาลเลย ถ้าใจเป็นธรรมนะ แต่เวลาถ้ามันโดยทางโลกมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ร่างกายนี้ต้องการสารอาหาร เราเกิดเป็นมนุษย์เรากินอาหารเป็นคำข้าวไง หัวใจของเราต้องการธรรมะ หัวใจมันชื่นบาน เบิกบานของมัน สิ่งต่างๆ มันเบาบางไปทั้งสิ้น แต่ถึงที่สุดแล้วพระเจ้าพิมพิสารก็สิ้นชีวิตไป เพราะการอดอาหารไง การอดอาหารทำลายทั้งสิ้น
กว่าจะสิ้นชีวิต เห็นไหม อชาตศัตรูเวลาฆ่าพ่อแล้ว ทำลายพ่อ ปิตุฆาต ปิดกั้นมรรคผลเลย ปิดกั้นมรรคผลแล้วมามีความทุกข์ความร้อนในใจของตนทีหลัง หมอชีวกโกมารภัจจ์พาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไง เทศนาว่าการจนเปิดหูเปิดตาขึ้นมา โอ้โฮ! มีศรัทธา มีความเชื่อ มีเคารพบูชามาก จะทำสิ่งใดต้องถามพระพุทธเจ้าก่อน จะยกทัพไปตีใครถามพระพุทธเจ้าก่อน ถามทั้งสิ้นเพราะว่าเคารพบูชาอย่างสูงสุดไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน เวลามาส่งข่าวไง เวลาเขามาส่งข่าวปรินิพพาน ช็อกเลย
สิ่งที่ว่าสิ่งที่เป็นไป เป็นไป ดูความเชื่อถือความศรัทธาขนาดนั้น แต่ด้วยความเห็นผิด ด้วยการไปทำปิตุฆาตเสียก่อน ถ้าไม่ทำปิตุฆาตเสียก่อน อนาคาอย่างน้อยเลย เวลาคนเกิดมานะ คบมิตร มิตรดีหรือมิตรชั่ว ถ้ามิตรชั่วมันพาไปแหลกเหลวทั้งสิ้น แต่คบมิตรดี มิตรดีไง ฉะนั้นเขาจะดูคนนั้นว่านิสัยใจคออย่างไร ก็ดูคนรอบข้างนั่น ถ้าคนรอบข้างมันเข้ากันโดยธาตุ แต่เราศึกษาแล้ว ธาตุของเรามันจะดีงามขนาดไหน ธาตุของเราจะต่ำต้อยขนาดไหน นั้นเป็นเรื่องอดีต
เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วนะ สิ่งใดที่สร้างมา อดีตชาติแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน การสร้างสมบุญญาธิการของคนมาไม่เหมือนกัน สติปัญญาของคนไม่เหมือนกัน เวลาคนที่มีสติปัญญาเห็นเขาตื่นตูมกันไป เราไม่ตื่นตูมไปกับเขา แล้วยังเที่ยวยับยั้งด้วยให้มันกลับมาเป็นปกติไง เห็นเขาขาดแคลน เรามีสิ่งใดเราเจือจานเขาได้ เราเจือจานเขา ถ้าเห็นเขาผิดพลาดเราช่วยเหลือเจือจาน
แต่ถ้าคนที่มันเห็นแก่ตัว มันเห็นสิ่งใดมันยุมันแหย่ไปเลยน่ะ มันยุแหย่เพราะอะไร หนึ่งตัดคนแข่งขัน ตัดคู่แข่งขันไปหนึ่ง ตัดยังสิ่งที่เขาจะได้ เราจะได้เสียเอง มันคิดไปนู่นน่ะ นี่เพราะอะไร เพราะจิตใจคนไม่เหมือนกันไง ถ้าจิตใจไม่เหมือนกัน ฉะนั้นพอไม่เหมือนกัน เราเกิดมาแล้ว เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะนั่งสมาธิภาวนา เราจะไปวัดไปวาของเรา มันจะขาดแคลน ขาดตกบกพร่อง มันจะอุดมสมบูรณ์อย่างไร นี้คืออำนาจวาสนาบารมีของเรา
แต่เรากล้าหาญนะ เรายืดอกเลย บุญเรามีเท่านี้ ไม่ต้องไปอับอาย ไปเชิดหน้าชูตาไปกับใคร นั่นมันเรื่องของเขา เวลาเรื่องของเขา เขามีความสุขของเขาอย่างนั้น ไอ้เรานะนิสัยเราเป็นอย่างนี้ไง เราอยากมีความสุขแบบเขา จะไปทำแบบเขา ไม่มีอะไรหรอก เพราะว่ามันเป็นการหลอกลวงใจตัวเอง ใจตัวเองก็ไม่ชอบ แต่อยากได้แบบเขาไง กระแสสังคมไง แล้วก็เขย่งไปให้ได้เหมือนเขา แล้วเป็นความสุขไหม ไม่เห็นเป็นเลย เป็นความพอใจไหม ไม่เห็นเป็นเลย เพราะมันไม่ตรงกับจริตนิสัยเราไง
ภาวนาก็เหมือนกัน เวลาภาวนาแล้วถ้ามันขาดตกบกพร่อง มันไม่สมบูรณ์ของมัน เราก็พยายามของเรา พยายามของเรา อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้นน่ะ ศีล สมาธิ ปัญญามันเหมือนกันทั้งสิ้น จะมีครูบาอาจารย์องค์ไหน จะสอนอย่างใด ถ้าเป็นความจริงนะ เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญานะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สมาธิเป็นสมาธิ มันจะเป็นสมาธิหลับตา ลืมตา สมาธิบ้าบอคอแตก ไอ้นั่นอาจารย์พาหลงผิดไป ใครมีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหนก็เชื่อตามกันไป ไอ้เชื่อตามก็เชื่อตามๆ กันไป
ความเชื่อ ความเชื่อนี่เป็นศรัทธานะ ศรัทธาความเชื่อเป็นอริยทรัพย์ เพราะมีศรัทธาความเชื่อมันถึงทำให้เราขวนขวายค้นคว้า แต่! แต่เพราะอำนาจวาสนาเราไปเชื่ออย่างนั้นไง เพราะเราไม่เชื่อพระพุทธเจ้าไง ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า เราเชื่อแบบนั้นเราถึงมาแสวงหามาค้นคว้า แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้กาลามสูตร อย่าเชื่อแม้แต่อาจารย์ของตน อย่าเชื่อแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่สอนไง สอนแล้วเอามาวิเคราะห์วิจัย เราทำของเราได้หรือไม่ได้ มันจริตนิสัยเข้ากันได้หรือไม่ได้ ถ้าจริตนิสัยเข้ากันได้มันตอบโจทย์ถูกไง มันก็ปล่อยวางได้ มันเข้าใจได้ไง พอเข้าใจได้ ความเข้าใจได้ก็เป็นตัวตนของตนไง
ความเข้าใจของเรา ความเห็นของเรามันปล่อยทิฏฐิมานะของเราไง ถ้ามันปล่อยทิฏฐิมานะของเราเข้าไปแล้ว มันก็เป็นหนึ่งเดียว เป็นอันเดียวกันนั่นไง ถ้าเป็นอันเดียวกัน กาลามสูตรอย่าให้เชื่อ อย่าเชื่อ เราปฏิบัติของเราให้เป็นจริง ถ้าเป็นสมาธิมันต้องเป็นสมาธิจริงๆ ถ้าเป็นสมาธิขึ้นมา สมาธิ เห็นไหม มันก็เป็นสมาธิ สมาธิเป็นอย่างอื่นเป็นอะไร มันเป็นแต่ชื่อซะด้วย ไปศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา อ๋อ! สมาธิก็ว่างๆ อย่างนี้ ว่างๆ ไม่ทำอะไร ไม่คิดอะไร มันว่าเป็นสมาธิ ไม่เห็นเป็นเลย
สมาธิมันเป็นสมาธิของปุถุชน ปุถุชนคนหนาเวลาทำสมาธิ กัลยาณชน กัลยาณชนควบคุมหัวใจของตนได้ กัลยาณชน ศรัทธา อจลศรัทธาไง ศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา เชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไฟมันจะไหม้ลามมาขนาดไหน สังคมมันจะรุนแรงมาขนาดไหน มันจะมีความทุกข์ความยากขนาดไหน หัวใจของเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อจลศรัทธา ศรัทธามั่นคงที่ไม่คลอนแคลน
แล้วถ้าทำความสงบของใจขึ้นมา มันทำความสงบของใจแล้วยกขึ้นวิปัสสนาเป็น ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น คนส่วนใหญ่แล้วทำตรงนี้ทำกันไม่ได้ การยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง เราก็คิดว่าวิปัสสนาก็ทำความสงบของใจ สมถะเราก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ก็ปากเปียกปากแฉะไง ไอ้นี่มันคำพูด ไอ้นี่คือสัญญาอารมณ์ อารมณ์มันสร้างรูปแบบขึ้นมาไง เห็นตามทฤษฎีแล้วก็สร้างว่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นหรอก ไม่เป็นเพราะมันไม่เป็นความจริงไง
ถ้าเป็นความจริง คุณธรรม คนมีศีลมีสัตย์เขาก็อยู่ในศีลในสัตย์ของเขาอยู่แล้ว คนที่ภาวนาเป็น โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มันยิ่งละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น ลึกซึ้งกว่านั้นเพราะอะไร เพราะจากโลกียะไง เราเกิดมากับโลกไง เกิดจากพ่อจากแม่ไง เราเกิดจากทิฏฐิมานะของเราไง เราเกิดจากกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเราไง แล้วธรรมโอสถ สิ่งที่จะถอดจะถอนไง จะถอดจะถอนที่เกิดขึ้นมันถอนที่จิตใต้สำนึกไง มันถอนทิฏฐิมานะ ถอนถึงสังโยชน์ไง เครื่องร้อยรัดของหัวใจไง แล้วรู้จักไหม อะไรมันร้อยรัด แล้วรัดอย่างไร
ขนมมัดไงมันมัดไว้ ไม่เคยเห็นหรอก มันเลยสุ่มๆ เดาๆ ไง แล้วมันก็ผิดๆ ถูกๆ ไปอย่างนั้น แล้วเราก็ทำกันไป แล้วอะไร เราเชื่อไง เฮ้ย! อาจารย์เราเก่ง อู๋ย!ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง กระเทียมดองเขาเอาไว้ตำส้มตำ เขาไม่เชื่อมั่นมันหรอก เขาเอาไว้เคี้ยวกินด้วย มันดีขนาดไหน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน แม้แต่เราองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องปรินิพพานในคืนนี้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุดก็ต้องนิพพานไป มันมีสิ่งใดที่จะคงที่ตายตัว มันไม่มีหรอก ถ้าไม่มีแล้วทำอะไรขึ้นมาล่ะ ให้รู้จริงไง วันพระไง ผู้ประเสริฐในใจไง ถ้ามันประเสริฐของมันขึ้นมาแล้วนะ เหนือกระแสสังคม ยืนดูเขาด้วยความธรรมสังเวชไง ไม่ใช่ยืนดูเขาด้วยความสะใจ ยืนดูเขาด้วยการแบกโลก ยืนดูเขาด้วยสัจธรรม ธรรมะมันเกิดขึ้นไง สัจธรรม สัจธรรมที่มันแปรปรวนของมันไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศยืนยันไว้ ๒,๐๐๐ กว่าปีไง แล้วเราก็รู้ เราก็เห็นด้วยใจที่เป็นธรรมไง เห็นแล้วมันสังเวชไง สังเวชว่าดูสิคนมันแตกตื่น ตื่นตูมกันอย่างนั้น คนที่มันทุกข์มันยากเป็นอย่างนั้นน่ะ แล้วเราล่ะสังเวชไหม สังเวช เราก็เป็นคนเหมือนกัน แต่ที่เรายืนอยู่ได้เพราะอะไร ด้วยสติ ด้วยปัญญาของเราไง สติปัญญาที่มันใคร่ครวญนี่ไง ปลงธรรมสังเวช แล้วถ้ามันเข้าไปถึงในหัวใจมันยิ่งสังเวชเข้าไปใหญ่ สังเวชถึงวัฏฏะไง
เวลาครูบาอาจารย์ของเราลาวัฏฏะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นลากันที ภพชาติพอแล้ว จบสิ้น เอวัง